สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว:Bureau of Rice Research and Development

วิวัฒนาการแปรสภาพข้าว PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๐:%M น.

การแปรสภาพข้าวหมายถึงขั้นตอนการนำข้าวเปลือกมาแปรสภาพเป็นข้าวกล้องหรือข้าวสาร ก่อนที่จะนำไปบริโภคหรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ

การแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารมีขั้นตอน 2 ขั้นตอนคือ

  • การกะเทาะเปลือกที่ห่อหุ้มเมล็ดออกจะได้ข้าวกล้อง และส่วนของเปลือกที่ถูกกะเทาะออกที่เรียกว่า แกลบ ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นมากมาย เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงทำวัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐ หรือไว้เพาะเห็ด เป็นต้น
  • การขัดเอาส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องออกจะได้ข้าวสาร ส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดที่ขัดออกนี้เรียกว่า รำ เป็นส่วนชั้นของเยื่อหุ้มผล (pericarp) เยื่อหุ้มเมล็ด (tegmen) เยื่อ-อาลูโลน (aleurone layers) เชื้อพันธุ์ (embryo) และผิวนอกๆของเมล็ดข้าวสาร (outer part of endosperm)
  • การคัดแยกข้าวสารออกเป็น ข้าวเต็มเมล็ด ต้นข้าว และข้าวหัก

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

แม้มนุษย์จะรู้จักเก็บข้าวป่าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาบริโภคเป็นอาหารตั้งแต่ในสมัยหินเก่าหินกลางแต่ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์ในสมัยนั้นนำข้าวป่าที่เก็บมาไปบริโภคอย่างไร มีการแปรสภาพเอาเปลือกออกก่อนหรือไม่ สันนิษฐานว่าน่าจะมีการกะเทาะเอาเปลือกออกก่อนนำไปบริโภค โดยในระยะเริ่มแรกคงใช้วิธีง่ายๆ เช่น ใช้วัสดุบางอย่างที่แข็ง เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้ มาทุบหรือฟาดให้เมล็ดข้าวเปลือกแตกเพื่อแยกเปลือกและเมล็ดข้าวออกจากกัน ต่อมาในยุคหินใหม่ และโลหะ มนุษย์เกิดการเรียนรู้มากขึ้น มีการปรับปรุงวิธีการแปรสภาพข้าวเปลือกให้ดีขึ้น รู้จักทำอุปกรณ์สำหรับใช้กะเทาะอย่างง่าย จากวัสดุธรรมชาติใช้ เช่น นำตอไม้มาขุดเป็นหลุมสำหรับใส่ข้าวเปลือก และหาวัสดุมาทุบหรือตำมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเรื่อยมาเป็นระยะเวลานานจนกลายมาเป็นครกตำข้าวในปัจจุบัน

ยุคประวัติศาสตร์

เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกมาแปรสภาพเป็นข้าวสารเพื่อนำไปบริโภคหรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นโดยใช้แรงงานคนเป็นหลัก และนิยมนำข้าวเปลือกมาแปรสภาพทีละน้อยสำหรับใช้บริโภคในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่นิยมแปรสภาพข้าวทีละมากๆ จนมีคำกล่าวเชิงตำหนิว่าเกษตรกรในสมัยก่อนเกียจคร้าน คือ “ตำข้าวสารกรอกหม้อแต่พอกิน” ซึ่งความคิดเชิงตำหนิดังกล่าวของคนในปัจจุบันนั้นผิดชาวนาในสมัยก่อนรู้ดีว่าการตำข้าวคราวละมากๆ เมื่อกินไม่ทันต้องเก็บข้าวที่ตำไว้เป็นเวลานาน เวลาเอาไปหุงกินจะไม่อร่อย จึงตำข้าวทีละน้อย วิธีการแปรสภาพจะตำด้วยครก โดยก่อนตำเกษตรกรจะนำข้าวเปลือกไปตากแดดให้แห้งเสียก่อน เวลาตำเปลือกข้าวจะได้กะเทาะออกง่าย ตำครั้งแรกเป็นข้าวกล้อง เมื่อตำซ้ำอีกครั้งหนึ่งเรียกว่า ซ้อม การตำครั้งที่สองนี้จะทำให้ส่วนชั้นต่างๆ ของเยื่อหุ้มเมล็ดหลุดออกไปเหลือแต่เมล็ดข้าว หลังจากนั้นนำไปฝัดแยกส่วนของเปลือก รำ ข้าวสารที่เป็นข้าวเต็มเมล็ดหรือต้นข้าวและปลายข้าวออกจากกัน เกษตรกรเรียกว่า “กกข้าว ปลายข้าว”

ครกที่ใช้ตำข้าวจะทำจากตอไม้ โดยขุดเอาส่วนตรงกลางของหน้าตัดด้านหนึ่งออกให้เป็นหลุมพอสมควร แล้วเอาไป แกลบ สุมในหลุมไฟจะไหม้ไม้ลึกลงไป จนเห็นว่าลึกและกว้างพอสมควรก็นำไปใช้ได้ เมื่อนำครกนี้ไปตำข้าว เปลือกของข้าวที่หยาบและแข็งจะกัดขัดสีเยื่อไม้ในหลุมให้เกลี้ยงเกลาไปในตัว และเมื่อใช้ตำข้าวไปนานๆ รูครกจะสึกลงไปทุกที จนกันบางหรือบางครั้งถึงกับแตกร้าว ใช้ไม่ได้อีกต่อไปต้องเปลี่ยนใหม่ ครกที่ใช้ตำข้าวจะเป็นครกที่ตำด้วยมือเป็นส่วนใหญ่ มีที่ใช้ตีด้วยสากตะลุมพุกบ้างแต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะถ้าตีไม่ดีหรือตีไม่เป็นก็จะต้องใช้แรงมาก

ต่อมาก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เบาแรงและทำงานสะดวกรวดเร็วขึ้น มีการดัดแปลงทำ ครก กระเดื่อง หรือบางแห่งเรียกว่า ครกมอง ซึ่งใช้เท้าถีบแทนการตำด้วยมือขึ้นมาใช้ มีการใช้ เครื่องสีมือสำหรับกะเทาะข้าวเปลือกเป็นข้าวกล้อง แล้วจึงนำข้าวกล้องไปตำ (ซ้อม) อีกครั้ง ด้วยครก หรือครกกระเดื่องเพื่อเอาเยื่อหุ้มเมล็ดต่างๆออกได้เป็นข้าวสารเครื่องสีมือมีรูปร่างและการทำงานคล้ายๆกับโม่ที่ใช้โม่แป้งทั่วไปแต่มีขนาดใหญ่กว่า และมีแกนสำหรับโยกหมุนทำด้วยไม้ยาวสำหรับให้คน 1-2 คน ช่วยกันโยกหมุนเพื่อทำการสีข้าว

ยุครัตนโกสินทร์ – ปัจจุบัน

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1-3 การแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเพื่อใช้บริโภคยังตำด้วยครก ด้วยแรงงานคนเป็นหลัก แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4- 5 เปิดเสรีในการค้าข้าวเริ่มมีการส่งข้าวออกต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้มีความต้องการแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารมากขึ้น ดังนั้นการแปรสภาพข้าวจึงเริ่มมีการพัฒนาจากวิธีดั้งเดิมที่ใช้แรงงานคนเปลี่ยนเป็นการนำเครื่องสีข้าวเข้ามาใช้กัน ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการตั้งโรงสีข้าวขนาดใหญ่หลายโรงแต่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคใต้ โรงสีที่ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย คือ โรงสีไฟอเมริกัน สตรีมไรซ์มิลลิ่ง แอนโก (American Steam Riice Milling & Co.) และบริษัท เจ เอส มาร์กเกอร์ (J.S. Marker Company) ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2436 ในรัชกาลที่ 5 หรือประมาณ 36 ปีต่อมามีจำนวนโรงสีเล็กขึ้นมากระจายอยู่ทั่วไปในประเทศเพื่อสีข้าวสำหรับใช้บริโภคในท้องถิ่นของตนเอง ต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เครื่องสีข้าวมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเป็นระยะๆ จนถึงปี พ.ศ. 2539 มีโรงสีข้าวตั้งอยู่ทั่วประเทศ 44,436 โรง มีทั้งโรงสีขนาดใหญ่ สีข้าวได้วันละ 20 ตันขึ้นไป โรงสีขนาดกลางสีข้าวได้วันละ 5-20 ตันและโรงสีขนาดเล็กสีข้าวได้วันละไม่เกิน 5 ตัน เครื่องสีที่ใช้อยู่ในโรงสีต่างๆ มีทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศและที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศโดยโรงงานของคนไทย

แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ ๐๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๗:%M น. )
 

เตือนภัยศัตรูข้าว


สถานการณ์ศัตรูข้าวในรอบสัปดาห์ 14 - 20 พ.ค. 58



ภาคกลาง

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟ
มีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์หน้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการระบาด แต่ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนา

โรคไหม้ สัปดาห์หน้าสภาพอากาศ ไม่เหมาะสมกับการเกิดโรค แต่ควรสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนาเช่นกัน โดยเฉพาะในแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง


ภาคเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟ
ส่วนใหญ่มีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์หน้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการระบาด แต่ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนา

โรคไหม้ สัปดาห์หน้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการเกิดโรค แต่ควรสำรวจและติดตามการเกิดโรคเช่นกัน โดยเฉพาะในแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟ
มีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์หน้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการระบาด แต่ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนา

โรคไหม้ สัปดาห์หน้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการเกิดโรค แต่ควรสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนา เนื่องจากส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรคไหม้ ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 กข6 และกข15 โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง


ภาคใต้

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟ
มีปริมาณลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์หน้ามีสภาพอากาศค่อนข้างเหมาะสมกับการระบาด ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนา

โรคไหม้ สัปดาห์หน้าสภาพอากาศค่อนข้างเหมาะสมกับการเกิดโรคเช่นกัน จึงควรสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนา โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

กรณีพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงจนกว่าข้าวจะมีอายุ 40 วันขึ้นไป และถ้าพบตัวอ่อนปริมาณ 5-10 ตัว/ต้น/กอ ให้ใช้สารฆ่าแมลงที่กรมการข้าวแนะนำอย่างเคร่งครัด ส่วนกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรงและพื้นที่ใบเสียหาย 10 เปอร์เซ็นต์ ให้ควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคตามคำแนะนำของกรมการข้าวเพื่อป้องกันการระบาดของโรค


รายงาน ณ วันที่ 20 พ.ค. 2558